7 เคมีภัณฑ์เคลือบผิว นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่ออุตสาหกรรมสีเขียว
ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังตื่นตัวและเร่งปรับตัวครั้งใหญ่สู่กระบวนการผลิตแบบ Green Manufacturing เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน โดยเฉพาะในขั้นตอนการเคลือบผิวชิ้นงานที่อดีตเคยเป็นจำเลยสำคัญในการปล่อยมลพิษ เนื่องจากกระบวนการแบบดั้งเดิมมักพึ่งพาตัวทำละลายที่มีสารระเหยง่าย หรือ VOCs ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชั้นบรรยากาศและสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีและ เคมีภัณฑ์ รูปแบบใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อเป็นทางออกที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อโลกมากยิ่งขึ้น
ปฏิวัติวงการด้วยการลดปริมาณสารระเหย
การเปลี่ยนแปลงก้าวแรกเริ่มจากการจัดการกับตัวทำละลายที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นฉุนและมลพิษทางอากาศ นวัตกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ในกลุ่มนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การลดหรือเลิกใช้ทินเนอร์ โดยมีเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ดังนี้:
1. สีสูตรน้ำ
เป็น เคมีภัณฑ์ ที่ใช้น้ำเป็นส่วนประกอบหลักในการทำละลายแทนสารเคมีอันตราย ทำให้ปริมาณสาร VOCs ลดลงอย่างมหาศาล ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอัคคีภัยในโรงงาน และลดกลิ่นรบกวนในขณะปฏิบัติงาน ทำให้สภาพแวดล้อมปลอดภัยยิ่งขึ้น
2. สีที่มีเนื้อสีสูง
นวัตกรรมนี้ใช้หลักการเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อสีให้มากขึ้นและลดปริมาณตัวทำละลายให้น้อยที่สุด ผลลัพธ์คือการพ่นสีในปริมาณเท่าเดิมสามารถครอบคลุมพื้นที่ผิวงานได้กว้างขึ้น ได้ความหนาของฟิล์มสีตามต้องการโดยปล่อยสารระเหยออกมาน้อยกว่าสีแบบดั้งเดิม
นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ขจัดของเสียและลดพลังงาน
เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ เทคโนโลยีการเคลือบผิวได้พัฒนาไปสู่รูปแบบที่มุ่งเน้นการลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด (Zero Waste) และประหยัดพลังงาน:
3. สีผง
ได้รับการยกย่องว่าเป็น นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ยอดนิยม เพราะไม่ใช้ตัวทำละลายเลย (Zero VOCs) จุดเด่นคือความคุ้มค่า เพราะผงสีที่พ่นแล้วไม่เกาะชิ้นงานสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้เกือบทั้งหมด ช่วยลดต้นทุนและขยะอุตสาหกรรม
4. เทคโนโลยีการอบแห้งด้วยแสงยูวี
เปลี่ยนจากการใช้ความร้อนสูงในการอบสี มาเป็นการฉายแสง UV เพื่อให้สีแห้งตัวแทบจะทันที วิธีการนี้ช่วยลดระยะเวลาในสายการผลิต และลดการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการทำความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยขั้นสูงและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ความปลอดภัยและความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา เคมีภัณฑ์ สมัยใหม่ โดยมีเทคโนโลยีที่เข้ามายกระดับมาตรฐาน ดังนี้:
5. ระบบเตรียมพื้นผิวไร้โครเมียม
การขจัดปัญหาการใช้โลหะหนักอย่างโครเมียมในการเตรียมผิวโลหะ ซึ่งเป็นสารพิษตกค้างที่อันตราย ช่วยยกระดับสุขอนามัยของพนักงานและลดภาระในการบำบัดน้ำเสีย
6. วัสดุเคลือบผิวฐานชีวภาพ
เทรนด์การใช้วัตถุดิบหมุนเวียนจากธรรมชาติ เช่น พืชหรือชีวมวล มาผลิตเป็นสารเคลือบผิวทดแทนปิโตรเคมี ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป
7. นาโนเทคโนโลยี
การนำอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนมาประยุกต์ใช้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะในระดับโมเลกุล ทำให้ฟิล์มสีทนทานต่อรอยขีดข่วนและการกัดกร่อนได้ดีเยี่ยมแม้ใช้ปริมาณสารเคลือบน้อยลง นับเป็น นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ได้อย่างยั่งยืน
สรุป
การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตมาเลือกใช้ทั้ง 7 เทคโนโลยีและ เคมีภัณฑ์ เหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือกระแสสังคมเท่านั้น แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชาญฉลาดในการลดต้นทุนแฝงจากการกำจัดของเสียและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การลงทุนใน นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมกับการดูแลรักษาโลกใบนี้ให้สวยงามต่อไป
บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC Global มีความมุ่งมั่นในการยกระดับธุรกิจพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ติดตามเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมลดโลกร้อน และ พลังงานทางเลือก ได้ที่นี่
UAC Global For Sustainable Future 30 ปี แห่งความมุ่งมั่น เติมพลังให้โลก ส่งต่ออนาคตที่ยั่งยืน