ทำไมค่าไฟถึงแพงขึ้น ทั้งที่เราผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น?

ข้อมูลน่ารู้

หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า ในเมื่อประเทศไทยมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และรายงานทางการระบุว่าเรามีกำลังการผลิตไฟฟ้าล้นเหลือ แต่ทำไมบิลค่าไฟที่ส่งมาถึงบ้านกลับสูงขึ้นเรื่อย ๆ คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในโครงสร้างการคิดค่าไฟประเทศไทย ซึ่งปริมาณการผลิตไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดราคา

โครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศไทย

การจะเข้าใจว่าทำไมค่าไฟถึงแพง ต้องเริ่มจากการมองโครงสร้างราคาไฟฟ้า ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

  1. ค่าไฟฟ้าฐาน: ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า สายส่ง ระบบจัดส่ง และค่าดำเนินงานของการไฟฟ้า
  2. ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft): ค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงตามต้นทุนเชื้อเพลิง (เช่น ก๊าซธรรมชาติ นำเข้า LNG) และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): คิดที่อัตรา 7% จากผลรวมของค่าไฟฟ้าฐานและค่า Ft (ข้อมูลจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. / EGAT) )

ทำไมมีโรงไฟฟ้าเยอะ แต่ค่าไฟกลับไม่ได้ถูกลง?

สาเหตุหลักที่การมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยให้ค่าไฟถูกลง เกิดจากปัจจัยโครงสร้างทางพลังงานดังนี้

ทำไมมีโรงไฟฟ้าเยอะ แต่ค่าไฟกลับไม่ได้ถูกลง?

1. ปัญหาสำรองไฟฟ้าเกิน (Reserve Margin) และสัญญา AP

ประเทศไทยมี ต้นทุนผลิตไฟฟ้าสำรองสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลค่อนข้างมาก และระบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนส่วนใหญ่ใช้รูปแบบ Take or Pay หรือมี ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) หมายความว่า แม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเลย รัฐก็ยังต้องจ่ายเงินค่าความพร้อมให้โรงไฟฟ้าเอกชนเหล่านั้น ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ถูกส่งผ่านมารวมอยู่ใน "ค่าไฟฟ้าฐาน" ของประชาชน

2. ความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิง

ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงมาก เมื่อก๊าซในอ่าวไทยมีปริมาณลดลง จึงต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากต่างประเทศที่มีราคาสูงและผันผวนตามตลาดโลก เมื่อต้นทุนส่วนนี้เพิ่มขึ้น จึงสะท้อนมายัง ค่า Ft โดยตรง

3. ความต้องการใช้ไฟฟ้า (Peak Demand) ที่เปลี่ยนแปลง

พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) เพิ่มขึ้น ระบบไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องเตรียมโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไว้รองรับช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเพิ่มต้นทุนการบริหารจัดการระบบส่งไฟฟ้าโดยรวม

พลังงานหมุนเวียนและ Solar Energy กับบทบาทต่อค่าไฟในอนาคต

พลังงานหมุนเวียนและ Solar Energy กับบทบาทต่อค่าไฟในอนาคต

การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะ พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ

  • Solar Rooftop สำหรับบ้านและธุรกิจ: การติดโซลาร์เซลล์ช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลักในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ค่า FT และการใช้ไฟฟ้าสูง ช่วยลดภาระค่าไฟได้โดยตรง
  • การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล: หากรัฐสนับสนุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนในระดับโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาก๊าซนำเข้าในระยะยาว

สรุปได้ว่า ค่าไฟฟ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ "ต้นทุนการผูกผันสัญญาโรงไฟฟ้า" และ "ราคาเชื้อเพลิง" ดังนั้น การบริหารจัดการสัญญาการผลิตอย่างเป็นธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน จึงเป็นทางออกสำคัญที่จะช่วยให้ราคาไฟฟ้าของไทยมีความยั่งยืนมากขึ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: "ค่าความพร้อมจ่าย (AP)" คืออะไร แล้วทำไมเราต้องจ่ายทั้งที่ไม่ได้ใช้ไฟจากโรงไฟฟ้านั้น?

A1: ค่าความพร้อมจ่าย คือ ค่าตอบแทนที่รัฐตกลงจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนเพื่อครอบคลุมต้นทุนการก่อสร้างและการดูแลรักษาสภาพโรงไฟฟ้าให้พร้อมจ่ายไฟตลอดเวลาตามสัญญา (รูปแบบ Take or Pay) แม้ในวันนั้นระบบจะไม่ได้ดึงไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านั้นมาใช้เลยก็ตาม เพื่อสร้างความมั่นคงว่าประเทศจะมีไฟฟ้าเพียงพอในยามวิกฤต ซึ่งต้นทุนนี้ถูกกระจายมาอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฐานของประชาชน

Q2: ติดตั้ง Solar Rooftop แล้ว จะช่วยลดค่าไฟลงได้จริงไหม?

A2: ช่วยลดได้จริง โดยเฉพาะบ้านหรืออาคารธุรกิจที่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเป็นหลัก เพราะเป็นการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากแสงอาทิตย์ จึงลดการดึงไฟฟ้าจากระบบหลักที่มีต้นทุนค่า Ft สูง แต่ผู้ติดยังคงต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเริ่มต้นและระยะเวลาคืนทุน

Q3: ถ้าประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำไมยังต้องอิงราคาก๊าซนำเข้า (LNG) จนค่าไฟแพงขึ้น?

A3: เนื่องจากปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าและการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสูงขึ้น ทำให้ไทยต้องนำเข้า Liquefied Natural Gas (LNG) จากตลาดโลกมาทดแทน ซึ่งก๊าซนำเข้าประเภทนี้มีราคาสูงกว่าและผันผวนตามสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจโลก จึงดันให้ค่า Ft ปรับตัวสูงขึ้น