Biodiversity Credit คืออะไร? ต่างจาก Carbon Credit อย่างไร?

Knowledge Sharing

ในยุคที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" (Climate Change) แต่ยังรวมถึง "การสูญเสียธรรมชาติ" (Nature Loss) เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Biodiversity Credit จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงภาคธุรกิจและนักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูธรรมชาติ

Biodiversity Credit คืออะไร?

Biodiversity Credit (เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ) คือ ตราสารทางการเงินที่วัดผลได้ (Measurable Financial Instrument) ซึ่งเป็นตัวแทนของผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติและระบบนิเวศ โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจหรือบุคคลสามารถสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือจัดการถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม

การวัดผลของ Biodiversity Credit

ไม่เหมือนกับการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ใช้หน่วยเดียวกันทั่วโลก การวัดผล Biodiversity Credit มีความซับซ้อนกว่าเพราะขึ้นอยู่กับพื้นที่ (Site-specific) โดยประเมินจาก

  • ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ (Ecosystem Condition): สุขภาพและความคงทนของป่าไม้ แหล่งน้ำ หรือชายฝั่ง
  • ความหลากหลายของสายพันธุ์ (Species Diversity): ประชากรของพืชและสัตว์ท้องถิ่น หรือสิ่งมีชีวิตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
  • ระยะเวลาและความยั่งยืน: การการันตีว่าพื้นที่นั้นจะได้รับการปกป้องและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

Biodiversity Credit คืออะไร?

Biodiversity Credit ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

  1. ระดมทุนสู่ภาคการอนุรักษ์: เปลี่ยนการอนุรักษ์ธรรมชาติจากงานการกุศล ให้กลายเป็นโมเดลที่ยั่งยืนทางการเงิน
  2. สร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่น: ชุมชนพื้นเมืองและเจ้าของพื้นที่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการดูแลรักษาป่าและระบบนิเวศ
  3. ช่วยให้ภาคธุรกิจบรรลุเป้าหมาย ESG: ตอบโจทย์กรอบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures: TNFD) และมาตรฐานสากลสำหรับการเปิดเผยข้อมูล

ความแตกต่างระหว่าง Biodiversity Credit กับ Carbon Credit

ความแตกต่างระหว่าง Biodiversity Credit กับ Carbon Credit

แม้ทั้งสองเครดิตจะเป็นเครื่องมือเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่มีเป้าหมาย ตัววัดผล และผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ประเด็น Carbon Credit Biodiversity Credit

เป้าหมายหลัก

ลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดโลกร้อน ปกป้อง ฟื้นฟู และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

หน่วยวัดผล

ตันคาร์บอนไดโอไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพประจำพื้นที่ (Area/Quality Index)

ความเป็นสากล

1tCO2e มีค่าเท่ากันทุกที่ในโลก (Fungible) ไม่สามารถทดแทนกันได้ข้ามพื้นที่ (Non-fungible)
กลไกการใช้ ส่วนใหญ่ใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซ (Offsetting) เน้นการลงทุนเพิ่มคุณค่าให้ธรรมชาติ (Net Positive Contribution)

ทำความเข้าใจ Nature Positive และการรับมือ Nature Loss ของภาคธุรกิจ

ปัจจุบัน โลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่เป้าหมาย Nature Positive หรือ "การหยุดย้างและคืนกลับการสูญเสียธรรมชาติภายในปี 2030" เนื่องจากความเสี่ยงจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน วัตถุดิบ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ภาคธุรกิจทั่วโลกจึงเปลี่ยนทัศนคติจากการ "ลดผลกระทบเชิงลบ" (Do Less Harm) ไปสู่การ "สร้างผลกระทบเชิงบวก" (Do More Good) โดย Biodiversity Credit ถือเป็นหนึ่งในโซลูชันสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถลงทุนในธรรมชาติได้อย่างตรวจสอบได้และมีความโปร่งใส

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: Biodiversity Credit สามารถนำมาใช้ชดเชย (Offset) ผลกระทบจากการทำลายธรรมชาติได้เหมือน Carbon Credit หรือไม่?

A1: โดยหลักการแล้วไม่แนะนำ เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพเน้นแนวคิด Net Positive Contribution คือการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกเพิ่มแก่ธรรมชาติ มากกว่าการซื้อเพื่อนำมาลบล้างหรือชดเชยผลกระทบเชิงลบจากการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากระบบนิเวศแต่ละพื้นที่มีความเฉพาะตัวสูงและไม่สามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Q2: องค์กรภาคธุรกิจจะได้รับประโยชน์อย่างไรจากการซื้อ Biodiversity Credit?

A2: ธุรกิจจะได้รับประโยชน์ด้านการจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาธรรมชาติ การยกระดับภาพลักษณ์ด้าน ESG การสร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุน รวมทั้งช่วยเตรียมความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลตามกรอบมาตรฐานสากล เช่น TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures)

Q3: ใครคือผู้กำหนดมาตรฐานหรือรับรอง Biodiversity Credit ในปัจจุบัน?

A3: ปัจจุบันมาตรฐานยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาและสร้างกรอบร่วมกันในระดับสากล โดยมีองค์กรและกรอบการทำงานระดับโลกเข้ามามีบทบาทหลัก เช่น Biodiversity Credit Alliance (BCA), Verra, และ Plan Vivo เพื่อกำหนดเกณฑ์การวัดผล ความโปร่งใส และการสร้างส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม