รู้จัก ก๊าซเรือนกระจก หรือ "Greenhouse Gases ตัวการ “โลกร้อน"
ในยุคที่สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวนอย่างสุดขั้ว คำว่า "วิกฤตโลกร้อน" หรือ "โลกเดือด" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นคือ ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ แต่ก๊าซเหล่านี้เกิดขึ้นจากไหน และเราจะหาทางรับมือกับมันได้อย่างไร? บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก พร้อมทำความรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้
ก๊าซเรือนกระจก คืออะไร? ทำไมถึงทำให้โลกเดือด
ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases : GHGs) คือกลุ่มก๊าซในชั้นบรรยากาศที่ทำหน้าที่เหมือน "กระจก" คอยดูดซับและสะท้อนความร้อนกลับลงมายังพื้นโลก แม้โดยธรรมชาติก๊าซเหล่านี้จะช่วยรักษารักษาอุณหภูมิโลกให้เหมาะกับการดำรงชีวิต แต่กิจกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า และการเกษตร ได้ปล่อยก๊าซเหล่านี้ออกสู่บรรยากาศมากเกินขนาด
เมื่อสะสมมากขึ้น ความร้อนจึงถูกกักเก็บไว้จนโลกอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพอากาศสุดขั้ว ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั่วโลก
7 ก๊าซเรือนกระจกหลัก (เกิดจากธรรมชาติและกิจกรรมมนุษย์)
- คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
- ก๊าซมีเทน (CH4)
- ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)
- ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs)
- ก๊าซเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs)
- ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3)
- ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6)

ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกมีอะไรบ้าง?
1. สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว (Extreme Weather)
- คลื่นความร้อน (Heatwaves) อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดฤดูร้อนที่ยาวนานและร้อนจัดขึ้น
- ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลัน สภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้เกิดฝนตกหนักนอกฤดูกาล พายุที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และช่วงฝนทิ้งช่วงยาวนานในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ความเสี่ยงจากทั้งอุทกภัยและภาวะขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2. ทะเลและมหาสมุทรเปลี่ยนแปลง
- ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายและน้ำทะเลขยายตัวจากความร้อน ส่งผลให้พื้นที่ชายฝั่งเสี่ยงจมน้ำและเกิดการกัดเซาะ
- มหาสมุทรเป็นกรด มหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเป็นกรดสูงขึ้น ทำลายปะการัง (เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว) และสัตว์ทะเลที่มีเปลือก
3. ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของมนุษย์
- ความมั่นคงทางอาหาร ผลผลิตทางการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ลดลงจากภัยธรรมชาติและโรคพืช
- วิกฤตสุขภาพ ความเสี่ยงโรคจากความร้อน (Heatstroke) เพิ่มขึ้น รวมถึงการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อทางน้ำและแมลง
- ความเสียหายทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานเสียหายจากภัยธรรมชาติ และต้นทุนในการฟื้นฟูภัยพิบัติสูงขึ้นเรื่อยๆ
Net Zero คืออะไร? เป้าหมายใหญ่ที่ทุกประเทศต้องหยุดยั้งวิกฤตนี้
นานาประเทศและองค์กรระดับโลกจึงร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่เรียกว่า “Net Zero” คือ สภาวะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ "เท่ากับ" ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกดูดซับหรือกำจัดออกไป (เปรียบเหมือนการทำสมดุลให้ค่าการปล่อยสุทธิกลายเป็น "ศูนย์") การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ ไม่ใช่แค่การพยายาม ลดก๊าซเรือนกระจก จากแหล่งกำเนิดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องมีกลไกในการดักจับคาร์บอนส่วนเกินที่ยังคงถูกปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมที่ลดได้ยากอีกด้วย

รู้จัก "เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน" หรือ CCS
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เป็นความหวังในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero คือ เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) หรือ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน คือกระบวนการที่แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก
- การดักจับ (Capture) ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 ตรงจากแหล่งกำเนิด เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานปูนซีเมนต์ หรือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก่อนที่ก๊าซจะหลุดลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
- การขนส่ง (Transport) อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 ที่ดักจับได้ให้อยู่ในสถานะของเหลว แล้วขนส่งผ่านทางท่อหรือเรือ
- การกักเก็บ (Storage) อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 ลงไปกักเก็บไว้ใต้ดินลึก เช่น ในชั้นหินอุ้มน้ำเกลือ หรือแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ขุดเจาะหมดแล้ว อย่างปลอดภัยและถาวร
ด้วยกลไกของ CCS ทำให้อุตสาหกรรมหนักสามารถ ลดก๊าซเรือนกระจก ปริมาณมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกลายเป็นกำลังหลักในการพาประเทศไปสู่ความยั่งยืน
เราทุกคนช่วย ลดก๊าซเรือนกระจก ได้อย่างไร?
แม้ว่า เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน อย่าง CCS จะเป็นทางออกในระดับภาคอุตสาหกรรม แต่ในระดับภาคประชาชน เราทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการ ลดก๊าซเรือนกระจก ได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน
ประหยัดพลังงาน
ปิดไฟและดึงปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5
ปรับวิธีการเดินทาง
ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เดิน ปั่นจักรยาน หรือเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ลดขยะและการบริโภค
ยึดหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) และลดการสร้างขยะอาหาร (Food Waste) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทน
สรุป
การแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนจาก ก๊าซเรือนกระจก ต้องอาศัยความร่วมมือในทุกระดับ ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการผลักดันนวัตกรรมขั้นสูงอย่าง เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCS) ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เป้าหมาย Net Zero ไม่ใช่แค่คำชวนเชื่อ แต่เป็นความจริงที่ช่วยกอบกู้โลกของเราได้อย่างยั่งยืน
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก
Q1 ก๊าซเรือนกระจกมาจากธรรมชาติอย่างเดียว หรือเกิดจากมนุษย์กันแน่?
A1 เกิดขึ้นทั้งสองทาง โดยก๊าซเรือนกระจกบางชนิดเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิโลกให้อุ่นพอเหมาะต่อสิ่งมีชีวิต แต่ตัวการที่ทำให้เกิดวิกฤต "โลกร้อน" ในปัจจุบันคือ กิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การทำเกษตร และการตัดไม้ทำลายป่า
Q2 ก๊าซเรือนกระจกชนิดไหนที่น่ากลัวและปล่อยออกมามากที่สุด?
A2 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 คือก๊าซที่ถูกปล่อยออกมา มากที่สุด (คิดเป็นกว่า 70-80% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด) จากการเผาไหม้พลังงาน แต่ถ้าพูดถึงก๊าซที่ ดักจับความร้อนได้รุนแรงกว่า จะเป็น ก๊าซมีเทน CH4 ที่ดักจับความร้อนได้ดีกว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2ถึงประมาณ 28 เท่า และกลุ่มก๊าซเรือนกระจกสังเคราะห์อย่าง ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) หรือ ก๊าซฟลูออริเนต (F-Gases) ที่รุนแรงกว่าหลายพันเท่า
Q3 การปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว สามารถแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดหรือไม่?
A3 ไม่พอ แม้ต้นไม้จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี แต่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคมในปัจจุบันนั้นสูงเกินกว่าที่พื้นที่ป่าทั่วโลกจะดูดซับได้ทัน การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงต้องทำควบคู่กัน ทั้งการ ปลูกป่า (ดูดซับ) และการ ลดการปล่อยก๊าซจากต้นทาง (Reduce) เช่น เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด และปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง CCS